• ประวัติองค์กร
  • ประวัติผู้บริหาร
  • กลยุทธ์ของไฮเออร์
  • ประวัติศาสตร์การพัฒนาองค์กร
  • แบรนด์ของเรา

ประวัติของกลุ่มบริษัทไฮเออร์

   

กลุ่มบริษัท ไฮเออร์ เป็นผู้นำรายใหญ่ในด้านการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดีกว่าระดับโลก ในยุคของอินเทอร์เน็ต และ Internet of Things (IoT) ไฮเออร์ได้เปลี่ยนบทบาทจากบริษัทผู้ผลิตแบบดั้งเดิม สู่การเป็นระบบพึ่งพากันของชุมชนที่ทุกสิ่งอย่างเชื่อมโยงกันแบบได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย นำพาบริษัทระดับโลกสร้างเศรษฐกิจในยุคของ Internet of Things  ผู้ก่อตั้งบริษัท คือ มร. จาง รุ่ยหมิ่น ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

 

 

บริษัท ไฮเออร์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2527 ภายใต้ปรัชญาการบริหารจัดการองค์กร และปรัชญาธุรกิจของ มร. จาง รุ่ยหมิ่น กลุ่มบริษัท ไฮเออร์ดำเนินธุรกิจตามเทรนด์การพัฒนาของช่วงเวลาในขณะนั้น และมีการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่มีการดำเนินกลยุทธ์การสร้างแบรนด์, กลยุทธ์การสร้างความหลากหลาย, กลยุทธ์การสร้างความเป็นสากล, กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ระดับโลก และกลยุทธ์การสร้างเครือข่าย ไฮเออร์ได้พัฒนาโรงงานขนาดเล็กที่กำลังอยู่ในสภาวะขาดทุนหลายแห่งให้กลายเป็นองค์กรที่มีระบบพึ่งพากันเองโดยใช้หลักการของ Internet of Things ในปี พ.ศ. 2561 มูลค่าการซื้อขายขยับขึ้นไปถึง 266.1 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 10% และผลกำไรและภาษีทั่วโลกอยู่ที่ 33.1 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน ในปี พ.ศ. 2561 รายได้ประจำปีจากระบบ Ecosystem ของกลุ่มบริษัท ไฮเออร์ อยู่ที่ 15.1 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 75% เมื่อเทียบกับตัวเลขที่ผ่านมา กลุ่มบริษัท ไฮเออร์ มีศูนย์วิจัยและพัฒนา 10 แห่ง, นิคมอุตสาหกรรม 24 แห่ง โรงงานการผลิต 108 แห่ง และบริษัทขาย 66 แห่ง กระจายอยู่ทั่วโลก

 

 

ปัจจุบัน กลุ่มบริษัท ไฮเออร์ ประกอบไปด้วยแบรนด์ Haier, Casarte, GE Appliances, Fisher & Paykel, Candy, AQUA และ Leader ในฐานะแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอัจฉริยะ; RRS, Haier Consumer Finance, COSMOPlat และ Shunguang ในพื้นที่ให้บริการ  Internet of Things (IoT); Haier Bros ในอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์, รากฐานของการสร้างแบรนด์ระดับโลกช่วยสร้างสมดุลให้กับกลยุทธ์ของ "Smart Home Customization" (สมาร์ทโฮมที่ปรับเปลี่ยนได้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า) ที่จัดหาโซลูชั่นการบริการปรับเปลี่ยนบ้านตามความต้องการของผู้ใช้ คุณค่าของอาหาร, เครื่องนุ่งห่ม, ที่อยู่อาศัย และความบันเทิงจะถูกแบ่งปันกันระหว่างผู้ใช้ทั่วโลก

 

 

ในกระบวนการของการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อการทำธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ไฮเออร์ให้ความสำคัญอย่างมากกับการพัฒนา “คุณค่าของมนุษย์เป็นอันดับแรก” คว้าโอกาสที่เข้ามาในช่วงเวลานั้น และนำเสนอโมเดลการจัดการที่เรียกว่า Rendanheyi สำหรับยุคของ Internet of Things (IoT) ซึ่งทำลายโมเดลการจัดการแบบดั้งเดิมของตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย Harvard Business School ในสหรัฐอเมริกา, มหาวิทยาลัย IESE ในสเปน และมหาวิทยาลัย IMD ในสวิตเซอร์แลนด์ ได้เพิ่มไฮเออร์ลงในกรณีศึกษาเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน และการทำวิจัย Oliver Hart ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ และ Gary Hamel ยังได้กล่าวชื่นชมยกย่องถึงเรื่องนี้ นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดการบางท่านยังได้ยกให้โมเดล Rendanheyi เป็นโมเดลทางสังคมลำดับถัดไปอีกด้วย

 

 

COSMOPlat เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการปรับแต่งขนาดใหญ่ที่อยู่ในโมเดลการจัดการ Rendanheyi มีความล้ำหน้ากว่า German Industry 4.0 และ American Industrial Internet โดยมีการลงความเห็นโดย IEEE (Institute of Electrical and Electronics) ว่าเป็นการเริ่มต้นการสร้างมาตรฐานสากลสำหรับโมเดลการปรับแต่งขนาดใหญ่ แบรนด์ไฮเออร์ และโมเดลของไฮเออร์ กำลังก้าวเข้าสู่ศูนย์กลางของเวทีโลกในยุคของ Internet of Things

ประวัติผู้บริหาร

 

มร. จาง รุ่ยหมิ่น หนึ่งใน "สุดยอดนักคิดด้านการจัดการผู้ทรงอิทธิพลที่สุด 50 อันดับแรกของโลก" (จัดอันดับโดยนิตยสาร Fortune) คือนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงระดับโลก เป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท ไฮเออร์ เป็นประธานกรรมการ และซีอีโอคนปัจจุบันของกลุ่มบริษัท ไฮเออร์

 

 

ตลอดระยะเวลาการทำงานเป็นเวลา 33 ปีในฐานะผู้บริหาร มร. จาง รุ่ยหมิ่น ถือเป็นผู้นำของกลุ่มบริษัท ไฮเออร์ ที่มีความเป็นผู้บริหารนักพัฒนา และมีการตัดสินใจทางกลยุทธ์ด้วยวิสัยทัศน์อันก้าวไกล เปลี่ยนบริษัทจากโรงงานขนาดเล็กใกล้ล้มละลายให้กลายเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีชื่อเสียงระดับโลก ในปี พ.ศ. 2560 มูลค่าการซื้อขายทั่วโลกของกลุ่มบริษัท ไฮเออร์มีมูลค่าสูงถึง 241.9 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อนหน้า และกำไรจากการดำเนินงานทั่วโลกเพิ่มขึ้น 41% จากข้อมูลการสำรวจเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนขนาดใหญ่ทั่วโลกในปี พ.ศ. 2560 ที่เผยแพร่โดย Euromonitor International ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยตลาดที่มีความน่าเชื่อถือระดับโลก เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนขนาดใหญ่ของไฮเออร์ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับหนึ่ง 10 ปีซ้อน มีส่วนแบ่งทางการตลาดค้าปลีกของแบรนด์สูงถึง 10.6% ในปี พ.ศ. 2560 กลุ่มบริษัท ไฮเออร์ ได้รับการจัดอันดับให้เป็น "บริษัทของจีนที่ได้รับการชื่นชมมากที่สุด" จากนิตยสาร Fortune เป็นครั้งที่ 12

 

 

ในแง่ของการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ มร. จาง รุ่ยหมิ่น ยังเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในระดับสูง เขายึดมั่นในหลักการของ “คุณค่าของคนสำคัญที่สุด” และได้สร้างโมเดลทางธุรกิจรูปแบบใหม่ และกรณีศึกษาอันเป็นประโยชน์ต่อวงการการจัดการระดับโลก ด้วยปรัชญาการจัดการนวัตกรรม เพื่อสร้างวัฒนธรรมของไฮเออร์ที่มีอำนาจในการแข่งขัน

 

 

ในปี พ.ศ. 2541 กรณีศึกษาเรื่อง “Haier Culture Activating Shock Fish” ถูกรวมอยู่ในคลังกรณีศึกษาของมหาวิทยาลัย Harvard Business School และ มร. จาง รุ่ยหมิ่น ได้กลายเป็นผู้บริหารชาวจีนท่านแรกที่ได้ขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด วิธีการจัดการ OEC ที่ มร. จาง รุ่ยหมิ่น นำเสนอยังคงถูกนำมาใช้กันอย่างกว้างขวางในการจัดการธุรกิจอีกด้วย

 

 

ในยุคของอินเทอร์เน็ต มร. จาง รุ่ยหมิ่น เป็นผู้บุกเบิกโมเดลที่เรียกว่า “Integrating Order with Personnel” ที่พลิกโฉมระบบการบริหารแบบดั้งเดิม และเปลี่ยนกลุ่มบริษัท ไฮเออร์ให้เป็นองค์กรแบบเครือข่าย ที่ซึ่งกลุ่มบริษัทถูกเปลี่ยนให้เป็นธุรกิจขนาดเล็ก และขนาดย่อยกว่า 4,000 ธุรกิจ แต่ละธุรกิจมีการจ้างพนักงาน 10 ถึง 15 คน ธุรกิจขนาดเล็ก และขนาดย่อยเหล่านี้ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้โดยตรง ธุรกิจทั้งหมดสามารถขับเคลื่อนการทำงานได้ด้วยตัวเอง และจัดการด้วยตนเอง ทำให้พนักงานมีความเป็นอิสระและมีเสรีภาพในการจัดสรรทรัพยากรอย่างไม่เคยมีมาก่อน มร. จาง รุ่ยหมิ่น ยืนยันหลักปรัชญาการจัดการที่ว่า “ทุกคนเป็นซีอีโอของตัวเอง” ซึ่งสามารถฟื้นฟูพลัง และความคิดสร้างสรรค์ของผู้คนขึ้นมาได้อย่างแท้จริง

 

 

โมเดลที่เรียกว่า "Integrating Order with Personnel" ได้ถูกนำไปปรับใช้กับอุตสาหกรรมหลายประเภท เช่น การเกษตร, อุตสาหกรรม, การแพทย์ และสื่อ และยังประสบความสำเร็จในการบริหารแบบข้ามวัฒนธรรม ซึ่งถูกนำไปปรับใช้กับแบรนด์ Sanyo ของญี่ปุ่น, แบรนด์ Fisher & Paykel ของนิวซีแลนด์ และแบรนด์ GEA ของสหรัฐอเมริกา การใช้โมเดลนี้ ทำให้ GEA ก้าวขึ้นสู่ระดับที่ดีที่สุดในรอบทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีการเติบโตของรายได้สูงกว่าคู่แข่งรายอื่นในอุตสาหกรรม และผลกำไรของบริษัทก็เติบโตขึ้นเป็นตัวเลขสองหลัก แสดงให้เห็นถึงความเป็นสากล และความเชื่อมโยงกับสังคมได้อย่างสมบูรณ์ของโมเดลนี้

 

 

ด้วยการลงมือปฏิบัติ และการสำรวจในเชิงลึกของโมเดล “Integrating Order with Personnel” มร. จาง รุ่ยหมิ่น จึงนำเสนอแนวคิดและเครื่องมือการจัดการใหม่ๆ ออกมามากมาย เช่น “user multiplier”, “creator ownership”, “win-win value-added approach”, “life X.0” และ “ecological brand” ซึ่งช่วยปรับปรุงระบบทฤษฎีการจัดการของเขาให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

 

 

มร. จาง รุ่ยหมิ่น ได้รับการยกย่องเป็นอย่างมากในแวดวงการจัดการระดับโลกจากปรัชญาการจัดการของเขา และการลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง โมเดล "Integrating Order and Personnel" ของเขา ได้รับการยอมรับอย่างสูงจากทั้งแวดวงการจัดการและธุรกิจในระดับสากล ถูกยกย่องให้เป็นนวัตกรรมสำหรับโมเดลการจัดการธุรกิจเจเนอเรชั่นที่สาม หลังจากโมเดลของฟอร์ด และโมเดลของโตโยต้า Gary Hamel ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์ระดับโลกได้ยกย่องให้ มร. จาง รุ่ยหมิ่น เป็นตัวแทนของซีอีโอยุคอินเทอร์เน็ต Yih-teen Lee อาจารย์จาก IESE Business School ในประเทศสเปน กล่าวว่า มร. จาง รุ่ยหมิ่น เป็นมากกว่าผู้บริหาร เพราะเขายังเป็นนักคิดด้านการจัดการอีกด้วย

 

 

มร. จาง รุ่ยหมิ่น ใช้ปรัชญาการดำเนินธุรกิจที่ว่า “ไฮเออร์คือทะเล” นำพากลุ่มบริษัท ไฮเออร์ในฐานะพลเมืองโลก สร้างคุณค่าทางสังคม และรับผิดชอบต่อองค์กร และอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือสังคมและมนุษยชาติ ไฮเออร์จะ “รักษาความจริงใจไว้ตลอดไป” ด้วยความรักที่มีต่อสังคม และมนุษยชาติ และโลกจะร่วมมือกับไฮเออร์

 

 

ตามความเห็นของ มร. จาง รุ่ยหมิ่น เขาเชื่อว่าไม่มีธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ มีแต่ธุรกิจที่ทันยุคทันสมัยเท่านั้น และความสำเร็จอย่างที่พวกเขาได้รับนั้น ก็หมายถึงว่าพวกเขามีความก้าวทันกับยุคสมัย Kevin Ashton บิดาของ Internet of Things ได้เยี่ยมชมไฮเออร์ และแสดงความคิดเห็นว่า แม้จะได้ทำการศึกษาหลายบริษัทในโลกมาแล้ว เขาก็ยังไม่เคยเห็นบริษัทไหนที่เหมือนกับไฮเออร์ ที่มีการเตรียมพร้อมเป็นอย่างดีสำหรับการเปิดรับ Internet of Things ในยุคของ Internet of Things ไฮเออร์จะสร้างระบบธุรกิจแบบพึ่งพากัน บนพื้นฐานของการสร้างสรรค์ร่วมกัน และได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่ายภายใต้โมเดล "Integrating Order and Personnel" และสร้างแบรนด์ที่สนับสนุนการพึ่งพากันบนพื้นฐานของ Internet of Things เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ระบบ Internet of Things ทั่วโลก

 

 

 

เกียรติคุณที่ได้รับของ มร. จาง รุ่ยหมิ่น:

  • 2560

    ในปี พ.ศ. 2560 เขาได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน “สุดยอดนักคิดด้านการจัดการ 50 อันดับแรกของโลก”

  • 2560

    ในปี พ.ศ. 2560 ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน "ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ที่สุด 50 อันดับแรกของโลก" จากนิตยสาร Fortune

  • 2559

    ในปี พ.ศ. 2559 เขาเป็นผู้บริหารชาวจีนเพียงรายเดียวที่ได้รับรางวัล “ผู้นำแห่งปี” จากมหาวิทยาลัย Yale School of Management

  • 2558

    ในปี พ.ศ. 2558 ได้รับ 2 รางวัล คือ “สุดยอดนักคิดทางด้านธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลก ปี 2015” และ “แนวคิดที่นำไปสู่การปฏิบัติ” จาก Thinkers50

  • 2558

    ในปี พ.ศ. 2558 ได้รับรางวัล “Best Practices CEO Award” จากสถาบัน Best Practice Institute (BPI)

  • 2557

    ในปี พ.ศ. 2557 เป็นคนแรกที่ได้รับรางวัล “Fudan Award to Outstanding Contributions to Business Management” จากมูลนิธิ Fudan Management Award Foundation

  • 2556

    ในปี พ.ศ. 2556 เป็นผู้บริหารเพียงคนเดียวที่ได้รับคำเชิญให้กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมประจำปีครั้งที่ 73 ของสถาบัน Academy of Management (AOM)

  • 2555

    ในปี 2555 กลุ่มบริษัท ไฮเออร์ ซื้อกิจการและเป็นเจ้าของ SPI 100% และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Haier Electrical Appliances Philippines Inc.

  • 2554

    ในปี 2554 กลุ่มบริษัท ไฮเออร์ ซื้อกิจการ/เป็นเจ้าของ SPI 100 เปอร์เซ็นต์ และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Haier Electrical Appliances Philippines Inc.

  • 2553

    ในปี พ.ศ. 2553 “นักธุรกิจที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในประเทศจีน” นิตยสาร Fortune (ฉบับภาษาจีน)

  • 2552

    ในปี พ.ศ. 2552 “40 ผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในประเทศจีน”, US Business Week

  • 2548

    ในปี พ.ศ. 2548 “ผู้นำทางธุรกิจที่ได้รับความนับถือมากที่สุดทั่วโลก 50 อันดับ” Financial Times

  • 2547

    ในปี พ.ศ. 2547 “25 นักธุรกิจที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในเอเชีย” นิตยสาร Fortune

  • 2545

    ในปี พ.ศ.2545 "ผู้นำทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก" United Way International

  • 2542

    ในปี พ.ศ.2542 “30 ผู้ประกอบการที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในโลก” Financial Times

  • 2541

    ในปี พ.ศ. 2541 เป็นผู้ประกอบการชาวจีนคนแรกที่ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

ไฮเออร์: แบรนด์อันดับ 1 ในยุคของ Internet of Things

การเกิดขึ้นของรูปแบบทางเศรษฐกิจใหม่ๆ เช่น เศรษฐกิจชุมชน และเศรษฐกิจแบบแบ่งปันในยุคของ Internet of Things ทำให้กลุ่มบริษัท ไฮเออร์ ได้ทำการบุกเบิก และเปิดตัวกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ที่ส่งเสริมระบบการพึ่งพากัน (Ecological brand)

 

ระหว่างพยายามผลักดันให้กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ที่ส่งเสริมระบบการพึ่งพากัน ให้พัฒนาไปสู่การปฏิบัติจริง โมเดล "Integrating Order and Personnel" ของไฮเออร์ก็ได้แสดงให้เห็นถึงพลังที่พิเศษอีกครั้ง ในช่วงสองปีที่ผ่านมาได้มีการเปิดตัว Haier U+, COSMOPlat, Shunguang และแพลตฟอร์มระดับโลกอื่นๆ และแนวคิด “Life X.0” ถูกทำให้กลายเป็นจริงอย่างน่าประทับใจที่สุด สิ่งนี้จะกลายเป็นตำนานใหม่ในประวัติศาสตร์ของไฮเออร์อย่างแน่นอน

 

Haier U+ Smart Life Platform เป็นระบบ Ecosystem แบบเปิดที่รวมทรัพยากรจากทั่วโลก รวมถึงเครือข่ายของอาหาร, เครือข่ายของเสื้อผ้า, เครือข่ายของการใช้ชีวิต, เครือข่ายของความบันเทิง และเขตนิเวศของ Internet of Things (IoT) อื่นๆ ทำให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรูปแบบของสมาร์ทโฮมที่มีความหลากหลาย เติมเต็มวิสัยทัศน์ของผู้ใช้ที่มีต่อบ้านในอุดมคติ

 

COSMOPlat เป็นแพลตฟอร์มการผลิตระดับสูงของไฮเออร์ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับอินเทอร์เน็ตเชิงอุตสาหกรรมที่มีผู้ใช้เป็นศูนย์กลางเพียงแห่งเดียวในโลกที่ทำหน้าที่จัดหาผลิตภัณฑ์อัจฉริยะคุณภาพสูงให้แก่ผู้ใช้ นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความเป็นระบบการพึ่งพากันของชุมชนที่อนุญาตให้ผู้ใช้มีส่วนในการออกแบบผลิตภัณฑ์ทั้งหมด และกระบวนการผลิต ที่นี่ ใครๆ ก็สามารถเป็นนักออกแบบ และนักประดิษฐ์ และเป็นผู้กำหนด “Life X.0” ของพวกเขาเอง ด้วยความช่วยเหลือจากแหล่งทรัพยากรทางเทคนิคทั่วโลกของไฮเออร์

 

ในปัจจุบัน ระบบ Ecosystem ของไฮเออร์ได้รับการสนับสนุนจากฐานชุมชนที่เข้มแข็ง ไฮเออร์จำหน่ายผลิตภัณฑ์อัจฉริยะมากกว่า 210 ล้านชิ้นแก่ผู้ใช้ และจำนวนผู้ใช้ออนไลน์แบบเรียลไทม์มีจำนวนมากถึง 28 ล้านคน มีผู้ติดต่อกับแพลตฟอร์ม Shunguang จำนวนมากถึง 1.13 ล้านราย เชื่อมโยงทรัพยากรของผู้ใช้หลายร้อยล้านคนเข้าไว้ด้วยกัน ในปี พ.ศ. 2561 ไฮเออร์มีการเติบโตของรายได้จากระบบ Ecosystem อย่างมั่นคง ด้วยมูลค่าที่มากถึง 15.1 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 75% ความสำเร็จเหล่านี้ได้วางรากฐานอันแข็งแกร่งสำหรับกลุ่มบริษัท ไฮเออร์ ในการสร้างแบรนด์ที่ส่งเสริมระบบการพึ่งพากัน ไปสู่ความเป็นที่ 1 ในยุคของ Internet of Things

 

ในอนาคต ในฐานะที่เป็นแบรนด์อันดับ 1 แห่งยุคของ Internet of Things ไฮเออร์จะทำงานอย่างหนักขึ้นเพื่อสร้างโมเดล "Integrating Order and Personnel"  ให้เป็นโมเดลแห่งยุค Internet of Things ระดับโลก

 

ประวัติศาสตร์การพัฒนาของไฮเออร์

นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2527 ไฮเออร์ยังคงยึดถือโมเดลการจัดการแบบได้ประโยชน์ทุกฝ่ายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของโมเดล “Integrating Order and Personnel” ในทุกช่วงเวลาของการคิดค้นสิ่งใหม่แทนสิ่งเดิม และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพื่อปลดปล่อยพลัง และความคิดสร้างสรรค์ของผู้คนบนพื้นฐานของความเป็นจริง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างเครือข่ายต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่หยุดยั้ง ไฮเออร์ก้าวผ่านหลายช่วงเวลาเพื่อดำเนินการตามแผนกลยุทธ์การสร้างแบรนด์, กลยุทธ์การสร้างความหลากหลาย, กลยุทธ์การสร้างความเป็นสากล, กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ระดับโลก และกลยุทธ์การสร้างเครือข่าย ในยุคของ Internet of Things ไฮเออร์ยังคงอยู่แถวหน้าของอุตสาหกรรม โดยการสร้างแบรนด์ที่ส่งเสริมระบบการพึ่งพากัน (ecological brand) บนพื้นฐานของไลฟ์สไตล์ด้วย “สมาร์ทโฮม”

ช่วงของกลยุทธ์การสร้างแบรนด์

ในปี พ.ศ. 2528 ตอนที่เริ่มทำการปฏิรูป และเปิดตัวในช่วงแรกนั้น ตลาดของตู้เย็นกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก ผู้ผลิตหลายรายให้ความสนใจกับปริมาณมากกว่าคุณภาพ ไฮเออร์เป็นเจ้าแรกที่ตั้งเป้าหมายทางธุรกิจในการจัดหาผลิตภัณฑ์ที่ “ไร้ตำหนิ” มร. จาง รุ่ยหมิ่น CEO ของไฮเออร์ ได้ทำการ “ทุบทำลายตู้เย็นที่ชำรุด” ซึ่งกลายเป็นเรื่องราวโด่งดังในช่วงเวลานั้น ไม่กี่ปีต่อมา อุตสาหกรรมตู้เย็นที่กำลังการล้นตลาด แต่ผลิตภัณฑ์ของไฮเออร์ยังคงได้รับการตอบรับอย่างดีจากตลาดแม้ว่าราคาจะสูงขึ้นก็ตาม ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา ไฮเออร์ได้รับรางวัล National Quality Award (รางวัลสูงสุด) และได้รับประกาศเกียรติคุณของเครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียงระดับท็อปเท็นในประเทศจีน (honor of the Top Ten Well-known Trademarks) ไฮเออร์เปลี่ยนแนวคิดที่อยู่ในใจของผู้คนที่มีต่อคุณภาพแบบเดิมๆ และปรับปรุงการจัดการคุณภาพระดับมืออาชีพของพนักงาน จนสามารถสร้างแบรนด์จากจีนที่มีชื่อเสียงได้เป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรมตู้เย็นด้วยคุณภาพที่ยอดเยี่ยม

ช่วงของกลยุทธ์การสร้างความหลากหลาย

ในปี พ.ศ. 2534 ในยุคของเติ้ง เสี่ยวผิง ที่มีการออกตรวจการและปราศรัยที่ภาคใต้ ไฮเออร์เริ่มเดินทางบนเส้นทางของการทำธุรกิจแบบเน้นความหลากหลาย ท่ามกลางความเคลือบแคลงสงสัยที่สะท้อนออกมาจากความคิดเห็นของประชาชน และอุตสาหกรรม ไฮเออร์ได้รวมบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่กำลังขาดทุน 18 บริษัท, ขยายสายการผลิตภัณฑ์ตู้เย็นไปสู่ผลิตภัณฑ์ประเภทอื่นที่หลากหลายยิ่งขึ้น เช่น เครื่องซักผ้า เครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านประเภทอื่นๆ ตอนที่บริษัทอื่นเริ่มทำแบบเดียวกันนี้ ไฮเออร์ก็ได้นำไปก่อนแล้วนับสิบปี ไฮเออร์จึงกลายเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของประเทศจีนอย่างแท้จริง

 

การจัดการที่มีความหลากหลายของไฮเออร์ไม่ได้พึ่งพาการลงทุนในต้นทุน และเทคโนโลยี แต่เป็นการฟื้นฟูรากฐานของแนวคิดทางด้านวัฒนธรรม และการจัดการของไฮเออร์ ใช้สินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตนเพื่อฟื้นฟูสินทรัพย์ที่มีตัวตน และกระตุ้นให้เกิดเอ็ฟเฟ็กต์ “shock fish” ด้วยวัฒนธรรมของไฮเออร์ ประวัติความเป็นมาเหล่านี้ได้กลายเป็นกรณีศึกษาของธุรกิจระดับโลกที่ถูกเลือกไว้สำหรับหอสมุดกรณีศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

ช่วงของกลยุทธ์การสร้างความเป็นสากล

ปลายยุค 90 หลังจากที่จีนเข้าร่วมเป็นสมาชิก WTO ผู้ประกอบการจีนจำนวนมากถูกขัดขวางไม่ให้ขยายตลาดในต่างประเทศ และหันไปเป็น OEM ทำให้ มร. จาง รุ่ยหมิ่น ผู้ก่อตั้งไฮเออร์ ผลักดันแนวคิดของ "การสร้างแบรนด์โดยการส่งออก", "ทำง่ายๆ ก่อน แล้วค่อยทำยากๆ ทีหลัง" ไฮเออร์เริ่มต้นพัฒนาธุรกิจในต่างประเทศ, ลงทุนในการก่อสร้างโรงงาน และเป็นเริ่มจากในประเทศที่พัฒนาแล้ว เพื่อสร้างแบรนด์ที่มีชื่อเสียงของตนเอง

ในปี พ.ศ. 2542 ไฮเออร์ได้ก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมในต่างประเทศแห่งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในเวลานั้น การลงทุนครั้งใหญ่นี้ถูกตั้งคำถามโดยสื่อ และความคิดเห็นของประชาชน แต่หากมองจากในมุมมองปัจจุบันนี้ สิ่งนี้ถือเป็นการมองไปข้างหน้า และเป็นการตัดสินใจด้วยสายตาอันยาวไกล การก่อตั้งโรงงานในประเทศอเมริกาช่วยวางรากฐานสำหรับการลงหลักปักฐานอันมั่นคงของไฮเออร์ในตลาดอเมริกา ต่อมา รัฐบาลท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกาจึงตั้งชื่อถนนว่า "Haier Road" เพื่อเป็นการขอบคุณไฮเออร์สำหรับคุณูปการอันยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นถนนสายเดียวในสหรัฐอเมริกาที่ตั้งชื่อตามแบรนด์ของจีน ตั้งแต่นั้นมา ไฮเออร์ก็มีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นในระดับสากลด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง และไฮเออร์ได้กลายเป็นผู้นำของแบรนด์จากประเทศจีนในเวทีโลก

ช่วงของกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ระดับโลก

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 ไฮเออร์ได้ก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาของการดำเนินกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ระดับโลก และยึดหลักปรัชญาการพัฒนาตามแนวคิดที่ว่า “การออกแบบแบบท้องถิ่น, การผลิตแบบท้องถิ่น และการตลาดแบบท้องถิ่น” ในปี พ.ศ. 2555 ไฮเออร์เข้าซื้อหลายธุรกิจของ Sanyo Electric รวมถึงเครื่องซักผ้า และตู้เย็นในญี่ปุ่น และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากนั้น ไฮเออร์ประสบความสำเร็จในการซื้อแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านระดับไฮเอนด์ของประเทศนิวซีแลนด์ที่มีชื่อว่า Fisher & Paykel วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ไฮเออร์และ GE ได้มีการร่วมมือทางยุทธศาสตร์เพื่อรวมธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของ GE ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับไฮเออร์ ทำให้เกิดโมเดลพันธมิตรรูปแบบใหม่สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ในการทำธุรกิจจากระบบกลไกราคา หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ได้เขียนถึงไฮเออร์ว่าเป็นการสร้าง “Chinese Surprise”

 

ในปี พ.ศ. 2561 ไฮเออร์ได้สร้างฐานการวิจัยและพัฒนา 10 แห่ง, นิคมอุตสาหกรรม 24 แห่ง, ศูนย์การผลิต 108 แห่ง, ตัวแทนจำหน่าย 66 แห่ง และเครือข่ายกระจายสินค้า 143,330 แห่งทั่วโลก และพนักงานมากกว่า 60,000 คนทั่วโลก ไฮเออร์จึงกลายเป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอันดับหนึ่งของโลก

ช่วงของกลยุทธ์การสร้างเครือข่าย

นปี 2555 ไฮเออร์นำเสนอกลยุทธ์การสร้างเครือข่าย ไฮเออร์เปลี่ยนจากบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านแบบดั้งเดิมมาเป็นองค์กรแห่งยุคอินเทอร์เน็ต เปลี่ยนองค์กรธุรกิจดั้งเดิมเป็นแพลตฟอร์มแบบเปิด ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ ได้เปลี่ยนจากที่ได้ผลประโยชน์ฝ่ายเดียวเป็นมีชุมชนที่แบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ของไฮเออร์ได้กลายเป็นหน่วยในแพลตฟอร์มเครือข่าย ฝ่ายต่างๆ ในแพลตฟอร์มจะแบ่งปันคุณค่าและบรรลุผลประโยชน์ร่วมกัน  ในรูปแบบการจัดการตนเองและการขับเคลื่อนด้วยตนเอง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคนรวมถึงพนักงาน ผู้ใช้ และทีมผู้ประกอบการมีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบและการผลิตทั้งหมดและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของแพลตฟอร์มของไฮเออร์ ได้อย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ ไฮเออร์ได้ทำลายโครงสร้างองค์กรตามระบบเจ้านายปกครองลูกน้อง และเปลี่ยนเป็นรูปแบบที่ประกอบด้วยทีมผู้ประกอบการต่างๆ ที่รับผิดชอบโดยตรงต่อผู้ใช้ ด้วยวิธีนี้สมาชิกในทีมได้กลายเป็นผู้สร้างจากพนักงานและผู้บริหารและระบบ "จ่ายองค์กร" กลายเป็นระบบ "จ่ายผู้ใช้" ซึ่งไม่เพียง แต่ช่วยกระตุ้นความคิดริเริ่มและจิตวิญญาณของพนักงานเท่านั้น ยังสร้างคุณค่าสำหรับผู้ใช้อีกด้วย

 

แบรนด์ต่างๆ ที่อยู่ในกลุ่มบริษัท ไฮเออร์

ไฮเออร์เข้าสู่ช่วงของกลยุทธ์การสร้างเครือข่ายในปี พ.ศ. 2556 ภายใต้การนำของ มร. จาง รุ่ยหมิ่น ซึ่งอินเทอร์เน็ต ทำให้รูปแบบทางเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ลำดับความสำคัญที่ไฮเออร์วางไว้สำหรับในอนาคต คือ การผลิตผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการส่วนบุคคลของผู้บริโภค

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 ที่ไฮเออร์เริ่มบุกเบิกธุรกิจมาทั้งหมด กลุ่มบริษัท ไฮเออร์ ได้ผ่านสี่ช่วงของการดำเนินกลยุทธ์ต่างๆ อันได้แก่ การสร้างแบรนด์, การสร้างความหลากหลาย, การทำให้เป็นสากล และการสร้างแบรนด์ระดับโลก และในเดือนธันวาคม ปี พ.ศ. 2555 กลุ่มบริษัท ไฮเออร์ประกาศเข้าสู่ช่วงของการพัฒนาในระยะที่ห้า นั่นคือ ช่วงของการดำเนินกลยุทธ์สร้างเครือข่าย

 

 

  • Haier

    แบรนด์ไฮเออร์ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2527 เป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านหลักของกลุ่มบริษัท ไฮเออร์ ไฮเออร์กำลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคของ Internet of Things มีการแนะนำให้รู้จักกับโมเดลของการปรับเปลี่ยนแบบอัจฉริยะ (intelligent customization model) ตามแนวทางของแบรนด์ที่วางไว้ให้สมกับเป็น “ผู้เบิกทางในยุคของ Internet of Things” ไฮเออร์จัดหาโซลูชั่นสำหรับบ้านอัจฉริยะไว้หลากหลายประเภทให้กับผู้บริโภค และสถานการณ์ที่แตกต่างกัน, ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ที่ต้องการเลือกสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง มีความทันสมัย ทำงานได้แบบอัจฉริยะ และที่สำคัญคือเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ไฮเออร์จึงยังคงพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ...

  • Casarte

    Casarte เป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านระดับพรีเมียมของกลุ่มบริษัท ไฮเออร์ ซึ่งเป็นที่รู้จักในระดับสากล เป็นแบรนด์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากความสง่างามตามแบบฉบับของศิลปะสไตล์อิตาลี แบรนด์นี้มีเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่มีการออกแบบอย่างงดงาม และเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวที่เข้าชุดกันเป็นผลิตภัณฑ์หลัก แบรนด์ Casarte ยึดถือหลักปรัชญาที่ว่า “Creative Home Appliances, Refined Living” ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการสื่อให้เห็นถึงความเป็นแบรนด์ Casarte นั่นคือ "สืบทอดศิลปะดั้งเดิมของอิตาลี ด้วยงานดีไซน์ และทรัพยากรการผลิตระดับโลก เพื่อทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเป็นดั่งผลงานศิลปะ ...

  • Leader

    Leader Appliances เป็นแบรนด์ในกลุ่มบริษัท ไฮเออร์ ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนหนุ่มสาวชาวจีนในยุคอินเทอร์เน็ต Leader Appliances จึงถูกวางตำแหน่งให้เป็น “ผู้บุกเบิกเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีความเป็นแฟชั่น” ด้วยปรัชญาของแบรนด์ที่ว่า “light fashion, leisure life” จุดมุ่งหมายคือการค้นหาความประณีตบนความเรียบง่าย และมุ่งมั่นที่จะสร้างไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัย เรียบง่าย ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบายๆ สำหรับผู้ใช้ ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นี้ครอบคลุมทั้งหมดเจ็ดประเภทหลัก

  • GEA

    General Electric Appliances เป็นแบรนด์ที่ถูกก่อตั้งขึ้นในสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2435 เป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่มีอายุร่วมศตวรรษ มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองหลุยส์วิลล์ รัฐเคนตักกี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา แบรนด์นี้ครอบคลุมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านประเภทต่างๆ เช่น ตู้เย็น เครื่องประกอบอาหาร เครื่องล้างจาน เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า เครื่องปรับอากาศ ระบบกรองน้ำ และเครื่องทำน้ำอุ่น ภายใต้แบรนด์ General Electric Appliance ...

  • Fisher & Paykel

    Fisher & Paykel เป็นแบรนด์ที่ก่อตั้งขึ้นในประเทศนิวซีแลนด์ในปี พ.ศ. 2477 มีชื่อเสียงอย่างมากในด้านนวัตกรรมและจิตวิญญาณของนักบุกเบิก และการให้ความเคารพ และเอาใจใส่ต่อมนุษยชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะที่เป็นแบรนด์ไฮ-เอนด์ระดับโลกของไฮเออร์ Fisher & Paykel จึงได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรม พร้อมการออกแบบให้ใช้งานง่ายสำหรับผู้บริโภคใน 50 ประเทศ และภูมิภาค ฐานการผลิตของแบรนด์นี้ครอบคลุมทั้งนิวซีแลนด์ จีน ไทย เม็กซิโก และอิตาลี

    ความจริงใจ ความบริสุทธิ์ และ ถ่อมตน ...

    ธรรมชาติของแบรนด์ Fisher & Paykel ทำให้แบรนด์นี้ไม่เน้นการแสดงออกด้วยภาพลักษณ์ของความหรูหรา เหมือนกับแบรนด์อื่นๆ จิตวิญญาณของนวัตกรรมและความสงสัยใคร่รู้ในแบบของ Fisher & Paykel เป็นแรงขับเคลื่อนแบรนด์ให้ก้าวไปข้างหน้าในยุคปัจจุบัน จึงทำให้เป็นแบรนด์ที่มีความพิเศษเป็นอย่างมาก

  • AQUA

    คำว่า AQUA มาจากภาษาอิตาลี มีความหมายว่า "น้ำ" แบรนด์ AQUA ก่อตั้งขึ้นที่เมืองชิกะ ข้างทะเลสาบบิวะ บิวะเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ทุกคนที่ AQUA ตั้งแต่บุคลากรฝ่ายวิจัยและพัฒนา ไปจนถึงพนักงานทั่วไป ล้วนให้ความสำคัญกับความสะอาดของทะเลสาบบิวะ ซึ่งได้กลายเป็นภารกิจอย่างหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น การทำความสะอาดน้ำอิเล็กโทรไลต์ (Electrolyzed water) ในปี พ.ศ. 2544 และการทำความสะอาดโอโซนในปี พ.ศ. 2549 โดยใช้เทคโนโลยีเฉพาะ ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาหลักการของการรักษาสิ่งแวดล้อมไว้ไม่เปลี่ยนแปลง

  • Candy

    Candy เป็นแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าแบบ Customized ภายใต้แบรนด์ไฮเออร์ ที่สนับสนุนปรัชญาของ “ลัทธิปฏิบัตินิยม” – เครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละชิ้นจะถูกปรับให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งเป็น “ดีไซน์เนอร์ตัวจริง” ของผลิตภัณฑ์ Candy มีการสำรวจตลาดอย่างครอบคลุมทั่วทุกมุมโลกเพื่อหาข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้างความต้องการของผู้บริโภคก่อนเริ่มกระบวนการออกแบบ นั่นคือเหตุผลที่ผลิตภัณฑ์ของ Candy มีฟังก์ชั่นที่ยอดเยี่ยมหาตัวจับยาก และคุ้มค่า...